วันศุกร์ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2557

เรียนภาษา อเมริกา ค่าใช้จ่ายเท่าไร แพงไหม ?

สำหรับ น้อง ๆ เพื่อน ๆ ที่ถามมาว่าอยากมาเรียนภาษาที่อเมริกาจัง แต่คงไม่มีโอกาส ผมขออธิบายแบบนี้นะ ครับ จริง ๆ แล้วการขอวีซ่าเพื่อมาเรียนต่อหรือการติดต่อโรงเรียนที่อเมริกานั้นไม่ยากเลย ผมก็เลยสรุปแบบคำถามคำตอบให้เลย
   
     1.Q: ต้องมีเงินในบัญชีอย่างน้อย เท่าไร ?
A:  มีเงินนอนในบัญชีขั้นต่ำ 20,000$ หรือ ประมาณเงินไทยประมาณ 600,000 บาท ในกรณีนี้ไม่จำเป็นต้องเป็นเงินของตัวเองก็ได้ เป็นพ่อแม่หรือญาติพี่น้องก็ได้ เงินจำนวนนี้ไม้ได้ถูกกักเงินแต่อย่างใด แต่เงินจำนวนแค่เป็นเครื่องยืนยันว่าคุณมีพอที่จะสามารถมาเรียนได้ โดยไม่มาเป็นโรบินฮู๊ด บ้านเขา
     2. แล้วเงินที่ต้องใช้จ่ายครั้งแรกละเท่าไร ?
A: เงินค่าใช้จ่ายตอนแรกก็จะมีค่า SEVIS FEE 200$ หรือประมาณเงินไทยประมาณ 6,000 บาท  ค่าสัมภาษณ์ที่สถานฑูตประมาณ 5,000 บาท แล้วก็ค่าตั่วเครื่องบินไป-กลับ ประมาณ 40,000 บาท และสุดท้ายคือค่าใบสมัครเรียนเพื่อให้ทางโรงเรียนออกใบ I-20 ค่าใบสมัครบวกค่าส่งประมาณ 4,500 บาท รวม ๆ กับค่าใช้จ่ายเรื่องค่าที่พักที่ต้องติดตัวมาตอนแรกด้วยก็ไม่เงิน 100,000 บาทครับ
     3. แล้วค่าเรียนภาษา ESL ที่ อเมริกา แพงไหม ?
A: ราคาขึ้นอยู่กับปัจจัย 3 ประการ ประการแรก มาแบบหาที่เรียนเอง หรือผ่านนายหน้า ถ้าผ่านนายหน้าแพงครับ เสียประมาณ 4,000-8,000 $ แต่แบบนี้มีข้อดีคือเขาจัดการให้เราหมด แต่ถ้าสมัครเรียนเอง ก็เข้าแบบประการที่สอง คือ ไปเรียนที่เมืองไหนของอเมริกา ถ้า Los Angeles, New York ไม่แพงครับ ค่าเรียนสามเดือน 1,000 -2,000 $ ราคาพอ ๆ กับเรียนภาษาที่เมืองไทย ขึ้นอยู่กับโรงเรียน ครับ  ประการสุดท้าย เลือกเรียนมหาวิทยาลัยหรือเรียนแค่วิทยาลัย ถ้าเรียน college ถูกมาก สามเดือน ราคาประมาณ 1,000$ หรือประมาณ 30,000 บาท ตกเดือนละ 10,000 บาท
     4, แล้วหารายได้อย่างไร หางานทำยากไหม ?
A: จริง ๆ แล้วหางานทำไม่ยากเลยครับขึ้นอยู่ว่าคุณยอมลำบากไหม  ถ้าทำได้ทุกอย่างก็ต้องไปทำงานในครัวตกวันละ 60$  นี่คือขั้นต่ำ ที่แย่สุด ๆ ละ เดือน ๆ หนึ่งก็ได้ไม่ต่ำกว่า 1,000 $ ถามว่าพออยู่ได้ไหมก็พออยู่ได้แต่ไม่มีเงินเก็บครับ
     5. รายจ่ายแต่ละเดือนเท่าไร
A: รายจ่ายแต่ละเดือนก็คือมี 1.ค่าเช่าห้องต่อเดือนเดือนละประมาณ 550$ หรือ 15,000 บาท  2.ค่าเรียนภาษาจริงๆ แล้วต้องจ่ายสามเดือน แต่เราต้องเก็บไว้แต่ละเดือนคือ เดือนละ 350$ หรือประมาณ 10,000 บาทหรือมากกว่านั้น  นอกนั้นก็เป้นพวกค่าโทรศัพท์มือถือ ค่าใช้จ้ายก็มีอีกประมาณ 10,000 บาท

    6.พูดภาษาอังกฤษไม่รู้เรื่อง  แล้วติดต่อกับทางโรงเรียน ที่อเมริกายังงัย
A: จริง ๆ แล้ว มีหลายโรงเรียนนะครับ ที่มีเจ้าหน้าที่เป็นคนไทย สามารถคุยกับเจ้าหน้าที่ได้โดยตรงหรืออีเมล์ถามเจ้าหน้าที่คนไทยก็ไ้ด้เลย แต่ถ้าใครสงสัยอะไร เข้าที่ไปเว็บโรงเรียน http://hollywoodcollege.edu/  โรงเรียนราคาไม่แพงแล้วก็มีเจ้าหน้าที่คนไทย ถามตอบได้ครับ หรือถามผมโดยตรงได้เหมือนกันครับ
     7. ทำเอกสารขอวีซ่ายุ่งยากไหม 
A:  จะบอกว่าไม่ยุ่งยากก็ไม่ใช่ครับเพราะ ตั้งแต่ ที่ผมยื่นวีซ่ามา อเมริกา ขอยากที่สุด ซึ่งผมต้องสัมภาษณ์ถึงสองครั้งถึงจะผ่าน แต่อย่าเพิ่งท้อครัง เพราะส่วนใหญ่ช่วงนี้ขอมาเรียนส่วนใหญ่รอบแรกจะตก ยกเว้นเอกสารคุณดีหรือดวงดี สัมภาษณ์เจอคนง่ายใจดี ส่วนเรื่องกรอกข้อมูลเอกสารหาในเว็บครับเยอะแยะเลย  
   ส่วนคำถามอื่น ๆ นึกได้แล้วเดี๋ยวมาเติมให้นะครับ  

Hollywood College is best ESL Language School (www.hollywoodcollege.edu)

วันศุกร์ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2557

การใช้ Gerund ในภาษาอังกฤษ

Gerunds (เจอรันส์) เป็นกริยารูปหนึ่งที่ลงท้ายด้วย ing และทำหน้าที่เป็น คำนาม (noun) ฉะนั้นตำแหน่งของคำกริยาประเภทนี้ในประโยคคือ ประธาน (subject) กรรมตรง (direct object) ประธานเสริม (subject complement) และกรรมของบุพบท (object of preposition)

                                             verb       gerund
ยกตัวอย่างเช่น                      I enjoy    walking in the park

จากตัวอย่าง walking คือ gerund โดยมันจะทำหน้าที่เป็นกรรมของกริยาซึ่งในประโยคนี้ก็คือ enjoy

โดยคำกริยาทั่วไปที่นำหน้า gerund ได้แก่

enjoy                  I enjoy walking in the park.
finish                  Ann  finish studying at midnight.
quit                    David  quit smoking.
mind                  Would you mind opening the window ?
postpone            I postpone doing my homework.
put off                I put off doing my homework.
keep(on)             Keep(on) working.Don't stop.
consider             I 'm considering going to Hawaii.
Think about       I'm think about going to Hawaii.
Discuss             They discussed getting a new car.
talk about          They talk about getting a new car.

นอกจากประโยคที่ยกตัวอย่างมายังมีคำกริยาดังต่อไปนี้

     admit  (ยอมรับ)                appreciate  (ซาบซึ้ง)      avoid (หลีกเลี่ยง)
     compare  (เปรียบเทียบ)      confess   (สารภาพ)       consider (พิจารณา)
     delay (ทำให้ช้า)               deny  (ปฏิเสธ)               detest    (รังเกียจ)
     dislike (ไม่ชอบ)               enjoy   (สนุก)                escape (หลบหนี)
     excuse (แก้ตัว อ้าง)           fancy (นึก จินตนาการ)     finish (เสร็จ)
     forgive  (ยกโทษ)             imagine (จินตนาการ)      involve (เกี่ยวข้อง)  
     mention (อ้างถึง)              mind (รังเกียจ)              miss  (พลาด)                  
     practice (ฝึกฝน)               postpone(เลื่อน)            recognize  (จำได้) 
     recollect  (ย้อนระลึก)         report (รายงาน)            resent  (ขุ่นเคือง)  
     resist (ต้านทาน)               risk (เสี่ยง)                   suggest (แนะนำ)
     stop   (หยุด)

 บรรณานุกรรม
1. http://www.engisfun.com/%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87-gerunds/

2. http://pimpapim225.wordpress.com/2011/01/10/%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%83%E0%B8%8A%E0%B9%89-gerund/

3. Fundamental of English grammar fourth edition.

Hollywood College is best ESL Language School (www.hollywoodcollege.edu)

วันอังคารที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2557

Modal Auxiliary Verbs กริยาช่วย

Modal Auxiliary Verbs ก็คือ กริยาช่วย มีทั้งหมด 13 ตัวด้วยกัน โดยแต่ละตัวนั้นมีความหมาายและการใช้ที่แตกต่างกันออกไป การใช้งานมีตั้งแต่ในรูปประโยคบอกเล่า [Affirmative sentence] คำถาม [Interrogative sentence] ปฏิเสธ [Negative sentence] นั้นมีการวางตำแหน่งประธานและ Modal verbs กันอย่างไร สำหรับโครงสร้างต่างๆนั้นสามารถแสดงได้ดังต่อไปนี้

รูปประโยคบอกเล่า [Affirmative sentence] 
          การใช้งานในรูปประโยตบอกเล่ามีอยู่ 2 แบบ  
1. แบบแรกคือ Auxiliary+The simple form of a Verb
       
 Can          Olga  can speak english.
Could        He couldn't  come to class.
may           It may rain tomorrow.
might         It might rain tomorrow.
should       Mary should study harder.
had better  I had better study to night.
must          Billy! You must listen to me.
will            I will be in class tomorrow.
would        Would you please close the door ?

2. แบบ Auxiliary หรือกริยาช่วย ตามด้วย to + simple form of a verb

have to         I have to study tonight.
have got to   I have got to study tonight.
be able to     kate  is able to study harder.
ought to        kate ought to study harder.




วันอาทิตย์ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2557

Object of Prepositions คำบุพบท

Object of Prepositions  คำบุพบท (ถอดบทเรียนที่ 6-4)

ในหลายประโยคของภาษาอังกฤษมักจะประกอบไปด้วยวลีของบุพบท (preposition phrases)

ยกตัวอย่างเช่น   I put her book on the desk

On the desk คือ วลีของบุพบท (preposition phrases)  ซึ่ง วลีของบุพบท (preposition phrases)  ประกอบด้วย  บุพบท  และ กรรมของบุพบท  โดยกรรมของ บุพบทคือคำนาม


คำบุพบทแสดงตำแหน่ง (preposition of position/location)

                 เช่น above ( ข้างบน เหนือ) , across from ( อีกฝั่งหนึ่งของ) , at the top of ( ด้านบนสุดของ) , at the bottom of ( ด้านล่างสุดของ) , at the back of ( ด้านหลัง) , behind/in back of ( ข้างหลัง) , beside ( ข้าง ๆ) between ( ระหว่าง) , by ( ข้าง ๆ ใกล้ ถัดจาก ติดกับ) , in front of ( ข้างหน้า) , in the middle of ( ตรงกลาง) , near ( ใกล้) , next to ( ถัดจาก ติดกับ) , on top of ( บน ด้านบนของ) , opposite ( ตรงข้าม) , underneath ( ข้างใต้ ข้างล่าง) เป็นต้น

ตัวอย่างประโยตที่ใช้คำบุพบท 
                      The light is above the desk.
                      She lives in the room across from mine.
                      I put your name at the top of the list.
                      Can I borrow the book which is at the bottom of the pile?
                      My husband likes to sit at the back of the cinema.
                      My son was hiding behind me while playing hide-and-seek with his friends.
                      The most comfortable chair is the one beside the window
                      The little girl is sitting between her father and mother.
                      The big mango tree by the river was blown down last week.
                      There was a woman standing in front of me.
                      Henry was sitting alone in the middle of the yard.
                      My house is near LSI University. 
                      The nearest bank is next to that convenience store.
                      The secretary started piling the books on top of each other.
                      The fresh market is opposite the hospital.
                      I found the key I had lost underneath the newspaper.


ลิสต์ของคำบุพบท

วันเสาร์ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2557

การออกเสียง Can และ Can't ที่ถูกต้อง



การออกเสียง Can และ Can't  ที่ถูกต้อง  ในสไตล์อังกฤษแบบอเมริกัน (How to tell the difference between CAN and CAN'T in American English pronunciation )

                                



Subject, Verb, and Object ประธาน กริยา และกรรม รูปแบบประโยคในภาษาอังกฤษ (ถอดบทเรียน 6-3)

 Subject, Verb, and Object  ประธาน กริยา และกรรม รูปแบบประโยคในภาษาอังกฤษ (ถอดบทเรียน 6-3)

ในรูปแบบประโยคภาษาอังกฤษจำเป็นจะต้องมี ประธาน (subject) และ กริยา (verb)  อยู่ด้วยกันเสมอ  โดยประธานคือ คำนาม  ในตัวอย่างที่ (1) : Sun คือคำนาม  และกริยาก็คือ  Shines  
              Subject           Verb
(1) The   Sun                Shines
             (noun)             (verb)


บางครั้ง  กริยาก็จะอยู่หน้า กรรมของปรโยค Object (o)  และ Object ของประโยคก็คือคำนาม  ในตัวอย่างที่ (2)  need คือคำกริยาของกรรม water  


(2)           Subject         Verb        Object       
                Plants           need         Water
                (noun)          (verb)       (noun)







วันศุกร์ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2557

Prural Form of Nouns คำนามในรูปพหูพจน์

Plural Form of Nouns  คำนามในรูปพหูพจน์  (การถอดบทเรียน Grammar 6-1)

(a) การแปลงอยู่ในรูปเอกพจน์ส่วนใหญ่จะเติม -s ต่อท้าย เช่น

ในรูปของเอกพจน์ one bird, one street, one rose
จะแปลงอยู่ในรูปพหูพจน์เป็น  two birds, two streets, two roses.




(b) สำหรับคำนามที่ลงท้ายด้วย -sh, -ch, -ss และ -x ให้เติม -es ต่อท้าย เช่น

 ในรุปของเอกพจน์  one dish, one match, one class, one box
 จะแปลงอยู่ในรูปพหูพจน์เป็น two dishes, two matches, one classes, two boxes




(c)  สำหรับคำนามที่ลงท้ายด้วย -y ให้ตัด y เปลี่ยนเป็น -ies  ยกเว้นในกรณีที่ก่อนหน้า y เป็นสระในภาษาอังกฤษ (a,e,i,o,u) ในคงรูปเดิมแล้วเติม s ต่อท้าย เช่น

 ในรุปของเอกพจน์  one baby,one city
 จะแปลงอยู่ในรูปพหูพจน์เป็น two babies, two cities

กรณีที่ก่อนหน้า y เป็นสระในภาษาอังกฤษ (a,e,i,o,u) ในคงรูปเดิมแล้วเติม s ต่อท้าย เช่น
 ในรุปของเอกพจน์  one toy,one key
 จะแปลงอยู่ในรูปพหูพจน์เป็น two toys,two keys

(d)   ถ้าคำนามลงท้ายด้วย -fe หรือ -f ให้ตัด f หรือ fe แล้วเปลี่ยนเป็น -ves ยกเว้น  beliefs, chiefs, roofs, cuffs,cliffs.

ในรุปของเอกพจน์  one knife,one shelf
 จะแปลงอยู่ในรูปพหูพจน์เป็น two knives,two shelves

(e)  คำนามลงท้ายด้วย -o บางครั้งใช้ -oes หรือ -os  

-oes: tamatoes, potatoes,heroes,echoes
-os: zoos, radios, studios, pianos, solos, sopranos, photos, autos, videos
-oes หรือ -os : zeroes/zeros , volcanoes/volcanos, mosquitoes/mosquitos.


(f)  บางคำนามจะเปลี่ยนรูปพหูพจน์ไปเลย เราเรียกว่า irregular verb 

 ในรุปของเอกพจน์  one child,one foot, one goose, one man, one mouse, one tooth, one women
 จะแปลงอยู่ในรูปพหูพจน์เป็น two children, two feet, two geese, two men, two mice,two teeth, two women, two people (คำว่า people กล่าวถึงคนหลายคนอยู่แล้ว)



(g) บางคำนามจะเปลี่ยนรูป เช่น 

 ในรุปของเอกพจน์  one deer,one fish, one sheep
 จะแปลงอยู่ในรูปพหูพจน์เป็น two deer, two fish, two sheep



(h)  บางคำนามของอังกฤษก็ยืมคำนามของต่างประเทศมาใช้ เช่น

 ในรุปของเอกพจน์  one bacterium, one crisis
 จะแปลงอยู่ในรูปพหูพจน์เป็น two bacteria, two crises




Hollywood College is best ESL Language School (www.hollywoodcollege.edu)